:: สาระความรู้เกี่ยวกับสมอง ::
 
 

หลอดเลือดสมองอุดตันหรือเลือดออกในสมอง (Stroke)

 


Stroke เกิดจากหลอดเลือดสมองอุดตัน (Thrombotie Stroke) หลอดเลือดในสมองแตก (Hemonhogic Stroke) ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นจะทำให้เกิด Brain Attacks ซึ่งผู้ป่วยอาจจะมีอาการอัมพาตเฉียบพลัน หมดสติ แขน ขาอ่อนแรง สับสน พูดไม่ได้ อาการเหล่านี้อาจจะเป็นถาวรหรือชั่วคราวในบริเวณตำแหน่งของสมองที่ขาดเลือดหรือมีเลือดออก

อาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมองอุดตันหรือเลือดออกในสมอง (Stroke)

  • สายตาพร่ามัว มองไม่ชัด มองไม่เห็นเฉียบพลัน อาจจะเป็นตาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้าง
  • ชาหรืออ่อนแรงที่หน้า แขน ขา หรือ ร่างกายชาครึ่งซีก
  • พูดไม่ชัด พูดช้า พูดผิด หรือ พูดไม่ได้เลย
  • มีอาการวิงเวียนศีรษะ มึนงง ทำให้เสียการทรงตัว
  • กลืนน้ำลาย หรือ กลืนอาหาร ลำบากเฉียบพลัน
  • ปวดศีรษะกะทันหัน ปวดร้าวทั้งศีรษะ หรือมีอาการปวดศีรษะเปลี่ยนไปจากอาการที่เคยปวดเป็นประจำ

ความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง

  • มีไขมันในเลือดสูง
  • การสูบบุหรี่
  • พันธุกรรม คือ มีบุคคลในครอบครัว หรือญาติ เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน
  • ความดันโลหิตสูง
  • เป็นโรคเบาหวาน
  • มีความผิดปกติของหลอดเลือด โรคที่ทำให้หลอดเลือดตีบ เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (SLE), โรคหลอดเลือดอักเสบ (Moya Moya Disease) , หลอดเลือดอักเสบ (Vasculitis)
  • ส่วนประกอบในการแข็งตัวในเลือดผิดปกติ (Hyper Coagulobility State)
  • โรคหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation) หัวใจตีบหรือรั่ว กล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด มีเนื้องอกในห้องหัวใจ (Atrial Myxoma)

การลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง

  • ถ้ามีอาการเตือน ดังกล่าวข้างต้นควรรีบไปพบแพทย์ทันที
  • มีอาการใจสั่น เพลีย หรือเกิดอาการวูบ ควรเข้ารับการตรวจเช็คหัวใจ
  • ควรมีการตรวจร่างกาย และควบคุมความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ
  • สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ควรเข้ารับการตรวจรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพราะ โรคเบาหวานหากควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดี จะมีโอกาสเป็น Stroke มากกว่าคนปกติ ถึง 2 เท่า
  • หมั่นตรวจเช็คระดับไขมันในเลือด หากพบว่ามีค่าไขมันในเลือด สูงกว่าปกติ ควรรีบรักษา
  • ควรงดการสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด
  • ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ควรงดการดื่มสุรา แต่หากจำเป็น ควรดื่มในปริมาณที่เล็กน้อย
  • ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มี รสเค็ม และอาหารที่มีไขมันทุกชนิด

 

การรักษา

เวลาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแตก ตีบ และตัน โดยเฉพาะ 3 ชม.แรกที่มีอาการ ดังนั้น ผู้ป่วยควรพบแพทย์ทางสมองภายในระยะดังกล่าว แพทย์อาจจะใช้ยาฉีดเพื่อละลายลิ่มเลือดให้เลือดไหลเวียนได้ปกติ แต่ยานี้จะใช้ได้ในบางรายเท่านั้น หลังจากนั้นแพทย์อาจจะรับตัวไว้รักษาในห้องรักษาผู้ป่วยหนัก เพื่อให้ยาและสังเกตอาการรวมทั้งการหลับ ตื่น การตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ การเคลื่อนไหว การกลืนอาหาร เมื่อพ้นระยะเฉียบพลันไปแล้ว 4 - 5 วัน หรือประมาณ 1 อาทิตย์ ผู้ป่วยจะถูกย้ายไปรักษาในหอผู้ป่วยหลอดเลือด

สำหรับการปฏิบัติกายภาพบำบัด อาจจะเริ่มภายใน 1 - 2 วันแรก แล้วทำกายภาพอย่างต่อเนื่องหลังจากอาการต่าง ๆ คงที่ ท่านควรจะได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางสมองและระบบประสาทต่อไป
   
   
   
 
Related info: โรคซึมเศร้า,เกี่ยวกับโรคซีมเศร้า,สาเหตุของโรคซึมเศร้า,ข้อกำจัดของโรคซึมเศร้า,บุคคลที่มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า, การรักษาโรคซึมเศร้า,บำบัดโรคซึมเศร้า,การดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้า,การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคซึมเศร้า,โรคซึมเศร้าแบบรุนแรง
      
? 2006-2007 Neuroscience Center | โรงพยาบาลปิยะเวท. All rights reserved. th
Floor 6 998 Rimklongsamsen Road, Bangkapi, Huay Kwang, Bangkok, Thailand 10310
Phone: (66)(2) 625-6875 Fax: (66)(2) 625-6871
Neuroscience Center specializes in cognitive and behavioral neuroscience with top neurosurgeons & medical specialists www.Neuroctr.com